วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

Form FTA

FTA คืออะไร
FTA คือ การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดภาษีศุลกากร ระหว่างกันภายในกลุ่มที่ทำข้อตกลงให้เหลือน้อยที่สุดหรือเป็น 0% และใช้อัตราภาษีที่สูงกว่ากับประเทศนอกกลุ่มข้อตกลง การทำเขตการค้าเสรีในอดีตมุ่งในด้านการเปิดเสรีด้านการค้า (Goods) โดยการลดภาษีและอุปสรรคที่มิใช่ภาษีเป็นหลัก แต่เขตการค้าเสรีในระยะหลัง ๆ นั้น รวมไปถึงการเปิดเสรีด้านบริการ (Service) และการลงทุน (Investment) ด้วย 

วันศุกร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2557

Form C/O & Form C/O Mexico

หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form C/O ทั่วไปและ Form C/O เม็กซิโก คืออะไร จะสามารถใช้ได้ในกรณีใดบ้างและมีเอกสารประกอบอะไรบ้าง
Form C/O ทั่วไป เป็นหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดในประเทศไทย โดยไม่สามารถขอรับสิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร สำหรับ From C/O เม็กซิโก เป็นหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าที่ประเทศเม็กซิโกกำหนดขึ้นเพื่อใช้สำหรับสินค้าประเภท สิ่งทอ เครื่องนุ่งหุม และรองเท้า ที่ส่งออกไปยังเม็กซิโกตามพิกัดและรายการสินค้าที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ โดยมีเอกสารประกอบดังนี้
1.ใบกำกับสินค้า (Commercial lnvoice) ต้นฉบับหรือสำเนา
2.ใบตราส่งสำค้า (Bill of Lading – B/L) หรือใบรับขอส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) หรือเอกสารแสดงการขนส่งสินค้าอื่น ๆ ต้นฉบับ หรือสำเนาสินค้าบางรายการอาจต้องมีเอกสารเพิ่มเติมได้แก่ เห็ดหอม กระเทียมสด ปลาทูน่า กระเบื้องเซรามิก รองเท้า หอมแดง และหยก

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

Form D

Form D คืออะไร
Form D คือ หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบดี ที่ยื่นขอใช้สิทธิ ลดหย่อนภาษีศุลกากร ภายใต้ข้อตกลง CEPT (Common Effective Perferential Tariff) หมายถึง อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน เป็นการลดอัตราภาษีศุลกากร แก่สินค้าที่นำเข้าระหว่างกันของประเทศสมาชิกอาเชียนภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ประกอบด้วย 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา
วิธีการคิดต้นทุนการผลิตเพื่อขอ Form D มีวิธีการคิดอย่างไร
คือ ประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ต้องการส่งสินค้าไปยังประเทศที่
3 เช่น อินโดนีเซียส่งสินค้าประเทศไทย และประเทศไทยส่งต่อไปยังประเทศลาว สามารถ ทำได้ซึ่งเป็นการ Re-export สินค้าดังกล่าว ซึ่งสินค้าไม่มีการกระทำสิ่งใจ หรือเปลี่ยนแปลงสภาพของสินค้าโดยหนังสือรับรอง (Back to Back Form D) จะต้องระบุรายละเอียดของสินค้าและแหล่งกำเนิดในช่อง 8 ตรงกับ Form D ฉบับเดิม

วิธีปฎิบัติในการขอหนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า Form D มีอะไรบ้าง
1.ยื่นคำขอหนังสือรับรองฯ Form D พร้อมหนังสือรับรอง From D ที่พิมพ์ข้อความครบถ้วนถูกต้องต่อหน่วยงานที่มีอำนาจออกหนังสือรับรองฯ ของกรมการค้าต่างประเทศ
2.เอกสารประกอบด้วย ใบกำกับสินค้า (ต้นฉบับหรือสำเนา), ใบตราส่งสินค้า  (Bill of Lading – B/L) หรือใบรับขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Waybill) หรือเอกสารแสดงการขนส่งสินค้าอื่น ๆ ต้นฉบับหรือสำเนา
3.หนังสือรับรองอัตราส่วนต้นทนการผลิตสินค้าทั่วไป และหนังสือรับรองรายละเอียดขั้นตอนการผลิตสินค้าสิ่งทอ ในกรณีเป็นสินค้าสิ่งทอพิกัด 50-63
4.กรณีเป็นสินค้าภายใต้พิกันตอนที่ 25-97 ต้องแสดงหนังสือแจ้งผลการตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดเพื่อขอใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกร

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Form A

Form A คืออะไร
-
หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ออกให้แก่ผู้ส่งออก เพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป โดยจะได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษทางการค้า ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา รัสเซีย ตุรกี สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์

การขอหนังสือรับรอง From A ต้องยื่นตรวจคุณสามบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดที่จะขอใช้สิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากรอย่างไร
-
การขอหนังสือรับรอง Form A สำหรับสินค้าพิกัดศุลกากรตอนที่ 01-24 ให้ยื่นตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิดในขณะที่ยื่นขอหนังสือรับรองฯ ส่วนสินค้าพิกัดฯ ตอนที่ 25-97 จะต้องยิ่นขอตรวจคุณสมบัติฯ ก่อนขอหนังสือรับรองฯ

การยื่นขอตรวจคุณสมบัติของสินค้าด้านถิ่นกำเนิดของสินค้าใช้เวลากี่วัน
- กรณี การยื่นแบบ
internet ภายใน 30 นาที ส่วนกรณีการยื่น Manual ภายใน 3 วันทำการ ต่อคำขอ/คำรับรอง 1 ฉบับ


การยื่นขอตรวจคุณสมบัติของสินค้าทางด้านถิ่นกำเนิด สามารถยื่นได้กี่วิธี
- สามารถยื่นโดยเข้าระบบ
ROVERs (Rules of Origin Verification Systems) หรือ E-Origin ได้ทางเว็บไซด์ www.dft.go.th เลือกแบนเนอร์ชื่อ “ลงทะเบียนใหม่” แล้วกรอกข้อมูลคำขอลงทะเบียน และนำคำขอลงทะเบียนที่พิมพ์ออกจากระบบ พร้อมเอกสารประกอบเพื่อยื่นขอรับ Username และ Password ไป log in เข้าใช้ระบบงานได้ที่สำนักงานบริหารการนำเข้าชั้น 14 กรมการค้าต่างประเทศ
- สำหรับผู้ส่งออกที่ยื่นเอกสารแบบ
manual สามารถติดต่อใช้บริการบันทึกและส่งข้อมูลคำขอตรวจคุณสมบัติฯ เข้าสู่ระบบ ROVERs หรือ E-Origin ได้ที่ Conuter Service ชั้น 3 กรมการค้าต่างประเทศ

การใช้สิทธิพิเศษทางการค้า

GSP สิทธิพิเศษทางการค้า คืออะไร
- ระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร
(Generalized System of Preference : GSP) คือ มาตรการการลดหย่อนภาษี / ยกเว้นภาษีนำเข้าที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศด้อยพัฒนา ปัจจุบันประเทศที่ให้สิทธิ GSP มี 34 ประเทศ ได้แก่
            - สหภาพยุโรป (มีสมาชิก
27 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ สเปน โปรตุเกส กรีซ ออสเตรีย ฟินแลนด์ สวีเดน ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มอลตา โปแลนด์ สโลวาเกีย สโลเวเนีย บัลกาเรีย และ โรมาเนีย)
            - สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนนาดา รัสเซีย ตุรกี สวิตเซอร์แลนด์ และนอร์เวย์

หนังสือรับรองการใช้สิทธิพิเศษมีกี่ชนิด
- มี
8 ชนิด ดังนี้
           
1.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า แบบเอ (Certificate of Origin Form A) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป โดยจะได้รับสิทธิยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีขาเข้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษ GSP ได้แก่ สหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา รัสเซีย ตุรกี สวิสเซอร์แลนด์และนอร์เวย์ เป็นต้น
            2.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า แบบดี (Certificate of Origin Form D) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษตามความตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีศุลกากรพิเศษที่เท่ากัน ภายใต้ความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) สำหรับสินค้าที่ส่งไปประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม ฟิลิปปินส์ กัมภูชา มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย
            3.หนังสือรับรองแหล่งกำเนิดสินค้า แบบ จี.เอส.ที.พี. เป็นหนังสือรับรองที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษภายใต้ระบบการแลกเปลี่ยนสิทธิพิเศษทางการค้าสำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังประเทศกำลังพัฒนา รวม 43 ประเทศที่ได้ลงนามและให้สัตยาบันข้อตกลงแล้ว ได้แก่ แอลจีเรีย อาร์เจนตินา บังคลาเทศ เบนิน โบลิเวีย บราซิล แคเมอรูน ชิลี โคลัมเบีย คิวบา เกาหลีเหนือ เอกวาดอร์ อียิปต์ กานา กินี กายอานา อินเดีย อินโดนีเซีย อิหร่าน อิรัก ลิเบีย มาเลเซีย เมอร์โคซูร์ เม็กซิโก โมร๊อกโค พม่า โมซัมบิก นิการากัว ไนจีเรีย ปากีสถาน เปรู ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ ศรีลังกา ซูดาน ไทย ตรินิแดดและโตเบโก ตูนิเซีย แทนซาเนีย เวเนซูเอลา เวียดนาม และซิมบับเว หรือดูได้ที่ www.unctadxi.org/gstp
          4.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าหัตถกรรม (Certificate in Regard to Certain Handicraft Products) เป็นหนังสือรับรองที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกสินค้าหัตถกรรมไปยังสหภาพยุโรป ตามรายการที่กำหนดไว้
            5.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับผ้าไหมและผ้าฝ้ายทอด้วยมือ (Certificate Relating to Silk or Cotton Handloom Products) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้แก่ผู้ส่งออกสำหรับสินค้าผ้าไหมและผ้าฝ่ายที่ทอด้วยมือตามระเบียบการให้สิทธิพิเศษทางการค้าของสหภาพยุโรป ซึ่งจะได้รับการยกเว้นภาษีขาเข้า
            6.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าสำหรับสินค้าหัตถกรรมทั่วไป (Certificate of Origin Handicraft or Handloom Products) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ใช้สำหรับการส่งออก สินค้าหัตถกรรมภายใต้สิทธิพิเศษฯ ไปยังประเทศญี่ปุ่น และแคนาดา
            7.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า แบบอี (Certificate of Origin Form E) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้ผู้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษภายใต้ความตกลงว่าด้วย เขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน สำหรับสินค้าที่ส่งไปจีนและประเทศอาเซียน 9 ประเทศ
          8.หนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า แบบเอฟ ที เอ (Certificate of Origin Form FTA) เป็นหนังสือรับรองฯ ที่ออกให้ผุ้ส่งออกเพื่อใช้ในการขอรับสิทธิพิเศษตามความตกลงว่าด้วยเขตการค้าเสรี สำหรับสินค้าที่ส่งไปประเทศออสเตรเลีย อินเดีย และอื่น ๆ

บัตรประจำตัวผู้ส่งออก

ขั้นตอนการทำบัตรประจำตัวผู้ส่งออก – นำเข้าสินค้า มีวิธีการอย่างไร
- ขั้นตอนที่
1 ยื่นคำร้องขอมีบัตรฯ ที่สำนักบริการการค้าต่องประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ สนามบินน้ำ นนทบุรี
            กรณี กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามที่ได้มีการจดทะเบียนการเป็นนิติบุคคล เป็นผู้มาดำเนินการยื่นคำร้องขอมีบัตรฯ ด้วยตนเอง มีแบบคำร้องดังนี้
1.แบบ บก.1 คำร้องขอมีบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้าและ/หรือบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ
2.แบบ บก.1/1 หนังสือมอบอำนาจให้กระทำการแทนผู้ส่งออก-นำเข้าสินค้า (ตามจำนวนผู้รับมอบอำนาจ)
3.แบบ บก.4 แบบแจ้งข้อมูลรายชื่อกรรมการเป็นภาษาอังกฤษ
            - กรณี กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลตามที่ได้มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ไม่สามารถยื่นคำร้องขอมีบัตรฯ ด้วนตนเองได้ ต้องมีแบบคำร้องเพิ่มเติม ดังนี้
           
1.แบบ บก.2 หนังสือมอบอำนาจให้ยื่นคำร้องขอมีบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้า สินค้า/บัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ
           
2.แบบ บก.3 หนังสือรับรองลายมือชื่อผู้รับมอบอำนาจโดยทนายความ พร้อมสำเนาบัติประจำตัวสมาชิกสภาทนายความ หรือหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสามัญ/วิสามัญ แห่งเนติบัณฑิตยสภา ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน
ขั้นตอนที่ 2 ชำระเงินค่าบัตรฯ ตามจำนวนบัติ
ขั้นตอนที่ 3 ผู้รับมอบอำนาจรับการถ่ายรูปสำหรับติดบัตรประจำตัวผู้รับมอบอำนาจ
ขั้นตอนที่ 4 รับบัตรประจำตัวผู้ส่งออก-นำเข้า / บัตรผู้รับมอบอำนาจ



บัตรประจำตัวผู้ส่งออกสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมากระทำการแทนได้กี่คน และบัตรมีอายุในการติดต่อกับกรมฯ ใช้ได้ถึงเมื่อใด จะต้องเสียค่าธรรมเนียมจำนวนเท่าไร
- ผู้ส่งออกสามารถมอบอำนาจให้ผู้อื่นมากระทำการแทนได้ไม่จำกันจำนวนคน และบัตรมีอายุ
2 ปี ส่วนค่าธรรมเนียมบัตรราคาใบละ 200 บาท

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สถานการณ์จัดทำ FTA ของไทย

ปัจจุบันประเทศไทยมีการจัดทำ FTA กับ 9 ประเทศ และ 2 กลุ่มเศรษฐกิจ (ASEAN, BIMSTEC) โดยแบ่งตามสถานะการเจรจาเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

1) FTA ที่เจรจาเสร็จและมีผลใช้บังคับแล้ว ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน อินเดีย ( 82 รายการ )

2) FTA ที่ลงนามแล้ว แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ได้แก่ ญี่ปุ่น เปรู

3) FTA ที่อยู่ในระหว่างการเจรจา ได้แก่ อินเดีย (สินค้าที่เหลือ บริการและการลงทุน) เปรู (สินค้าที่เหลือ บริการ และการลงทุน) BIMSTEC EFTA อาเซียน-จีน (บริการ การลงทุน) อาเซียน-อินเดีย อาเซียน-เกาหลี อาเซียน-ญี่ปุ่น และอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์

4) FTA ที่มีการชะลอการเจรจา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และบาห์เรน

วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นโยบายการค้าเสรีกับเศรษฐกิจพอเพียง

ในท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ ที่ทุกอย่างมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และมีแนวโน้มไปสู่การเปิดเสรีมากขึ้น (Free) ประเทศไทยคงจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ดังกล่าวได้ยาก วิธีที่ดีที่สุดก็คือทุกฝ่ายต้องปรับตัวเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก ขณะนี้ประเทศไทยใช้นโยบายการค้าเสรีที่เป็นธรรมควบคู่ไปกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือการใช้หลักคุณธรรมกำกับการพัฒนาเศรษฐกิจในระบบตลาดเสรี นั่นคือ ยึดหลักพอประมาณ ไม่เกินตัว ใช้เหตุผลพิจารณา พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้มีการปรับตัวและพึ่งตนเองได้ โดย

- การเปิดเสรีต้องค่อยเป็นค่อยไป มีเวลาปรับตัวนาน รวมทั้งมีมาตรการคุ้มกันเพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการเดือดร้อน

- มีมาตรการปรับตัวรองรับ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรไปแล้ว ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ก็ได้มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่กลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและบริการที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีด้วย

- กระตุ้นให้ผู้ได้รับประโยชน์ทราบถึงโอกาสและเข้ามาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ และสร้าง awareness สำหรับผู้ได้รับผลกระทบเพื่อสามารถปรับโครงสร้างปรับตลาด มีการสร้างความสามารถให้ผู้ประกอบการมีการพัฒนา และสามารถพึ่งตนเองได้

- เจรจาเชิงรุก โดยมีท่าทีที่ชัดเจน มีความรู้และรอบคอบ โปร่งใส เป็นธรรม

ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอคณะกรรมการนโยบาลเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) พิจารณาทบทวนการทำ FTA ซึ่ง กนศ. ได้มีมติ ดังนี้

- ให้เดินหน้าเจรจา FTA ในกรอบอาเซียนต่อไป เช่น อาเซียน-จีน เป็นต้น

- สำหรับการจัดทำ FTA ระหว่างสองประเทศ หากไทยได้ประโยชน์ก็ให้เจรจาต่อไป

- หาก FTA ใด ประเทศไทยเสียเปรียบหรือยังไม่พร้อม ให้ชะลอ / ระงับการเจรจาไปก่อน

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

FTA : ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อขยายการค้าการลงทุนของไทย

แนวคิดการจัดทำเขตการค้าเสรี (FTA) มีมานานแล้ว โดยประเทศไทยนับเป็นประเทศผู้นำในการจัดทำ FTA ในลำดับต้น ๆ ของเอเซีย จะเป็นรองก็เพียงสิงค์โปร์เท่านั้น โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2543 มีการศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำเขตการค้าเสรีไทย-เกาหลีใต้ หลังจากนั้นก็มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการทำ FTA กับประเทศต่าง ๆ มากขึ้นเป็นลำดับ โดยในช่วงปี 2544-2546 มีการศึกษาถึง 8 ประเทศ ได้แก่ จีน อียิปต์ เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา อินเดีย แอฟริกาใต้ ชิลี และออสเตรเลีย แต่ไทยก็ยังคงไม่ได้มีการตกลงเจรจา FTA กับประเทศใด

ในขณะที่อาเซียนเองก็มองเห็นว่า ไม่ว่าภูมิภาคยุโรปหรืออเมริกาต่างก็มีการขยายการรวมกลุ่มเศรษฐกิจทั้งสิ้น อาเซียนจึงเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นที่ภูมิภาคนี้จะต้องรวมกลุ่มกันเพื่อให้ภูมิภาคนี้แข็งแกร่ง น่าสนใจ และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้น ในปี 2545 อาเซียนจึงได้ตกลงเจรจาจัดทำ FTA กับจีนเป็นครั้งแรก และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แนวนโยบายในการจัดทำ FTA ของไทยก็เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเป็นลำดับ โดยได้มีการเจรจาจัดทำ FTA ทั้งในระดับสองฝ่ายและลักษณะกลุ่ม

โดยที่ไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศกว่าร้อยละ 60 ของรายได้ประเทศจึงมีแนวนโยบายใช้ FTA เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อลดอุปสรรคทางการค้า เพิ่มโอกาสในการส่งออก ขยายการค้า การลงทุนและสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ รวมทั้งเปิดประตูการค้าไปสู่ตลาดเป้าหมาย แต่ก็ยังคงยึดถือและเข้าร่วมการประชุมเจรจาในกรอบ WTO อย่างแข็งขัน ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2543 หลังการประชุม WTO ที่ Seattle ล้มเหลว ประเทศสมาชิกเริ่มหันไปทำ FTA ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการแข่งขันเปิดเสรี โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยเองต่างก็มีการทำ FTA มาก เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และสหภาพยุโรป เป็นต้น หากไทยไม่ทำก็อาจสูญเสียตลาด เนื่องจากประเทศอื่นได้มีการเปิดตลาดระหว่างกันไปแล้ว ถ้ายิ่งช้าไทยจะยิ่งเสียเปรียบ

ปัจจุบันประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยมีการเจรจาจัดทำ FTA กับหลายประเทศ เช่น

สหรัฐ - ทำ FTA แล้วกับ NAFTA, CAFTA, ANDEAN สิ่งคโปร์ ออสเตรเลีย เปรู ชิลี โมร็อกโก บาห์เรน จอร์แดน อิสราเอล และเกาหลี

- กำลังเจรจากับ มาเลเซีย ไต้หวัน และ GCC ฯลฯ

ญี่ปุ่น - ทำ FTA แล้วกับสิงคโปร์ เม็กซิโก มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

- อยู่ระหว่างเจรจากับ เกาหลี เปรู ชิลีและอิสราเอล

- เจรจากับไทยเสร็จแล้ว รอลงนามความตกลง

จีน - ทำ FTA แล้วกับ ชิลี ปากีสถาน และ ASEAN

- อยู่ระหว่างเจรจากับ อินเดีย, SACU และ GCC

สิงคโปร์ - ทำ FTA แล้วกับ ออสเตรเลีย สหรัฐฯ ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ ชิลี ฯลฯ

คำตอบของทุกปัญหาการค้าต่างประเทศ

บริการถ่ายภาพโดยมืออาชีพ

...คลิกที่รูป....บริการถ่่ายภาพสุดประทับใจ¨ prewedding รับประริญญา พิธีการต่่าง ๆ แฟชั่นอีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com