วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ยุทธศาสตร์การทำ FTA ของไทย

การจัดทำ FTA ของไทยรัฐบาลยึดถือแนวนโยบาย การค้าเสรีที่เป็นธรรม (Free and Fair Tarde) และจะตัดสินใจทำ FTA ก็ต่อเมื่อเห็นว่ามีผลประโยชน์มากกว่าเสีย และต้องมีแต้มต่อในเรื่องเวลาที่ยาวนานขึ้นในการเปิดเสรีและมีกลไลในการปกป้องสินค้าอ่อนไหวด้วย โดยจะเปิดให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมให้มากทีสุด เพื่อสร้างความโปร่งใส

จากการหารือระหว่างภาครัฐ เอกชน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการไทยได้วางยุทธศาสตร์การทำ FTA ของไทยรายสาขาที่สำคัญ ดังนี้

1. เกษตร

· เน้นสินค้าเกษตรที่ไทยมีศักยภาพในการแข่งขันสูง เช่น ข้าว ผลไม้เมืองร้อน ยางพารา และอาหารแปรรูปชนิดต่าง ๆ

· กำหนดให้มีระยะเวลาในการปรับตัวที่นานเพียงพอสำหรับสินค้าเกษตรที่มีความอ่อนไหว

· ให้มีการเจรจาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องมาตรฐานด้านสุขอนามัย ความปลอดภัยของอาหารและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันให้มีความร่วมมือกันในเรื่องการอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยจัดทำความตกลงยอมรับมาตรฐานสินค้าซึ่งกันและกัน (Mutual Recognition Arrangement : MRA) รวมทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกัน

· ให้มีการกำหนดมาตรฐานสินค้าเกษตรนำเข้า เพื่อความปลอดภัยแก่ผู้บริโภคชาวไทย

2. อุตสาหกรรม

· เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายในสาขาที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออกสูง เช่น อุตสาหกรรมแฟชั่น (เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องหนังและรองเท้า) ยานยนต์และชิ้นส่วน สินค้าคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ในบ้าน และของตกแต่งบ้าน เป็นต้น

· มาตรการที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานสินค้าและสิ่งแวดล้อมให้เจรจา ลด ยกเลิก หรือปรับปรุงเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการค้า รวมทั้งให้มีการจัดทำความตกลงยอมรับมาตรฐานซึ่งกันและกัน (MRA)

· การเจรจากำหนดเงื่อนไขกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) จะต้องสะท้อนสภาพการผลิตจริงในประเทศ และต้องปรับการผลิตอุตสาหกรรมต้นน้ำให้มากขึ้น

3. บริการ

· เปิดเสรีแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเจรจาเปิดเฉพาะบริการที่ไทยมีความพร้อมก่อน เช่น ท่องเที่ยว สุขภาพ ก่อสร้าง ออกแบบ

· สนับสนุนธุรกิจที่มีอนาคต เช่น ICT, Logistics บันเทิง ซ่อมบำรุง

· กลุ่มธุรกิจบริการที่ยังไม่มีความพร้อม เช่น ธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคม ขนส่ง ให้มีระยะเวลาปรับตัว (Transition Period) 10 ปี

4. ทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับการค้า

· เน้นความคุ้มครองระดับเดียวกับความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาของ WTO เป็นหลัก

· แสวงหาความร่วมมือจากประเทศคู่เจรจาในการอำนวยความสะดวกด้านการขอรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยในต่างประเทศ เช่น การขอรับการคุ้มครองพันธุ์ข้าวหอมมะลิ และเครื่องหมายรับรองข้าวหอมมะลิของไทย

· ผลักดันให้ประเทศคู่เจรจาให้การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ไทยมีผลประโยชน์ เช่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น และแหล่งที่มาทางชีวภาพ

· ส่งเสริมความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การใช้ประโยชน์ในข้อมูลสิทธิบัตร เพิ่มศักยภาพและทักษะของนักประดิษฐ์ของไทยในการวิจัยพัฒนาต่อยอด

วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หลักเกณฑ์ในการทำ FTA ของไทย

ไทยมีหลักเกณฑ์ในการจัดทำเขตการค้าเสรี ดังนี้

1) การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีควรทำในกรอบกว้าง (Comprehensive) ครอบคลุมการเปิดเสรีทั้งการค้าสินค้าบริการ และการลงทุน รวมทั้งการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ กำหนดให้มีความยืดหยุ่น (Flexibility) สอดคล้องกับระดับการพัฒนาของประเทศคู่เจรจาเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

2) การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีที่สอดคล้องกับกฎของ WTO ซึ่งมีเงื่อนไขให้การเปิดการค้าเสรีครอบคลุมการค้าสินค้าและบริการอย่างมากพอ (Substantial coverage) สร้างความโปร่งใสและเปิดให้สมาชิกอื่นตรวจสอบความตกลงได้

3) การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรีจะยึดหลักการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Reciprocity) และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยคำนึงถึงสถานะของไทยที่เป็นประเทศกำลังพัฒนา ในกรณีที่คู่เจรจาเป้นประเทศที่พัฒนาไปแล้ว ไทยควรเรียกร้องความยืดหยุ่นเพื่อให้มีเวลาในการปรับตัวนานกว่า หรือมีภาระผูกพันน้อยกว่า

4) การจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี ควรครอบคลุมมาตรการทางการค้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ภาษี (Non-Tariff Measures: NTMs) ด้วย เช่น การกำหนดมาตรฐานสินค้านำเข้า และมาตรการโควตา

5) ความตกลงเขตการค้าเสรี ควรมีมาตรการป้องกันผลกระทบของเปิดเสรีต่ออุตสาหกรรมภายใน เช่น มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (Anti-dumping Measures : AD) มาตรการต่อต้านการอุดหนุน (Countervailing Measures : CVD) มาตรการปกป้อง (Safeguards) รวมทั้งกำหนดกลไกการยุติข้อพิพาททางการค้าอย่างเป็นธรรม (Dispute Settlement)

6) การจัดทำเขตการค้าเสรีควรให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว ทั้งนี้อาจมีการเจรจาเพื่อเริ่มลดภาษีหรือเปิดเสรีระหว่างกันก่อนในเรื่องที่พร้อม (Early Harvest)

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ไทยกับนโยบายการทำ FTA

การส่งออกถือเป็นจักรกลสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนำรายได้เข้าประเทศกว่า 3 ล้านล้านบาท/ปี หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั้งหมด การทำ FTA จึงมีเหตุผลสำคัญเพื่อรักษาสถานภาพและศักยภาพในการส่งออกของไทยโดยการขยายโอกาสในการส่งออกและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทยทั้งในตลาดสำคัญในปัจจุบัน เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอาเซียน และตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น จีน และอินเดีย

นอกจากนี้ ไทยยังจัดทำ FTA กับสมาคมการค้าแห่งยุโรป (European Free Trade Association : EFTA) ซึ่งประกอบด้วย สวิสเซอร์แลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ลิดเทนสไตลส์ เม็กซิโก แคนาดา เกาหลี และกลุ่มประเทศเมอร์โดซูร์ และกลุ่ม BIMSTEC ซึ่งประกอบด้วย อินเดีย ศรีลังกา ไทย บังคลาเทศ ภูฐาน พม่า และเนปาล ไทยได้เจรจา FTA ทั้งในรูปแบบ 2 ฝ่าย และในภูมิภายกับประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดียว จีน เปรู ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมทั้งเจรจาในนามของอาเซียนกับคู่เจรจาอื่น เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยเจรจามีทั้งที่สำเร็จแล้ว อยู่ระหว่างเจรจา และที่ยุติไปแล้วโดยยังไม่สำเร็จได้แก่ บาร์เรน และสหรัฐอเมริกา

วันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

สินค้าเกษตรกรกับ FTA

ในหลาย ๆ ประเทศภาษีศุลกากรถูกใช้เป็นเกราะป้องกันไม่ให้ราคาพืชผลเกษตรกรรมที่ผลิตภายในประเทศตกต่ำเนื่องจากการแข่งขันในตลาดโลก เหตุผลสำคัญของการปกป้องก็เพราะเกษตรกรรมเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากมีผลกระทบต่อประชาชนและสังคมโดยรวม เหตุผลในเรื่องความมั่นคงทางอาหาร (Food security) รวมทั้งสินค้าเกษตรมีความอ่อนไหวโดยธรรมชาติในเรื่องของราคาเนื่องจากมีระยะเวลาในการเก็บรักษาจำกัด (การเน่าเสียของผลผลิต) ดังนั้น การเจรจาเปิดเสรีการค้าสินค้าเกษตรจึงเป็นเรื่องที่ทุกประเทศให้ความระมัดระวังในการเจรจาเป็นกรณีพิเศษ โดยกรอบการลดภาษีสินค้าเกษตรโดยทั่วจะยาวนานกว่าสินค้าชนิดอื่น ๆ รวมทั้งมีการให้มาตรการโควตา (จำกัดปริมาณนำเข้าสำหรับสินค้าที่เสียภาษีในอัตราต่ำ ส่วนที่เกินจากปริมาณที่กำหนดจะต้องเสียภาษีในอัตราสูง) มาตรการปกป้องพิเศษ (Special safeguards) ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีโดยอัตโนมัติ เมื่อมีการนำเข้าสินค้าเกษตรชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรวดเร็วจนอาจเกิดผลกระทบต่อเกษตรกรภายในประเทศไทย

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ภาษีกับการปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ

นอกจากภาษีศุลกากรจะถือเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาประเทศแล้ว ปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ยังใช้มาตรการภาษีเพื่อป้องกันอุตสาหกรรมในประเทศจากการแข่งขันกับสินค้านำเข้าด้วยการกำหนดอัตราภาษีศุลกากรในระดับที่สูงเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือ ถือเป็นการให้โอกาสอุตสาหกรรมภายในประเทศพัฒนาศักยภาพที่มีอยู่ซึ่งหลาย ๆ อุตสาหกรรมชั้นนำของไทย เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม หรืออุตสาหกรรมอาหารแปรรูป ต่างก็เคยได้รับการปกป้องด้วยนโยบายภาษีมาก่อน แต่ข้อเสียก็คือ การปกป้องทำให้ผู้ประกอบการขาดแรงจูงใจที่จะพัฒนาตนเองให้สามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการจากต่างประเทศหรือการพัฒนาเป็นไปอย่างเชื่องช้า ทำให้บางอุตสาหกรรมต้องการการปกป้องอย่างต่อเนื่องจากรัฐบาล ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคภายในประเทศต้องรับภาระจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาสูงถือเป็นการผันเงินจากประชาชนสู่ผู้ประกอบการที่ไม่มีประสิทธิภาพเหล่านี้โดยอ้อม ซึ่ง FTA จะค่อย ๆ ลดระดับภาษีนำเข้าที่ใช้เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศลง แต่มาตรการป้องกันผลกระทบอื่น ๆ เช่น มาตรการ Safeguards มาตรการต่อต้านการทุ่มตลาด (AD) มาตรการด้านกฎแหล่งกำเนิดสินค้าและมาตรฐานสินค้ายังคงอยู่ เพื่อช่วยปกป้องอุตสาหกรรมเหล่านี้ ให้สอดรับกับสถานการณ์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ลดผลกระทบของ FTA

ความตกลง FTA เปิดให้มีกำหนดมาตรการที่ใช้ปกป้องอุตสาหกรรมภายในจากการเปิดเสรีทางการค้าไว้หลายมาตรการ เช่น มาตรการ Safeguards ซึ่งจะมีการขึ้นภาษีโดยอัตโนมัติเมื่อมีการนำเข้าสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งอย่างรวดเร็ว จนอาจเกิดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายใน มาตรการด้านโควตา ซึ่งจำกัดปริมาณการนำเข้าเป็นการชั่วคราว มาตรการด้านแหล่งกำเนิดสินค้า (Rules of Origin) ที่ใช้เป็นเขื่อนป้องกันสินค้านอกกฎ FTA ลักลอบใช้สิทธิพิเศษจาก FTA การกำหนดมาตรฐานสินค้า เพื่อป้องกันการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูก แต่คุณภาพต่ำ หรือความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าโดยผิดกฎหมาย เป็นต้น ซึ่งมาตรการเหล่านี้คือ เครื่องมือที่มีอยู่แล้วในความตกลง FTA

วันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผลกระทบของ FTA : มุมมองผู้ผลิต

FTA เพิ่มโอกาสให้แก่ผู้ส่งออก ลดภาระผู้ประกอบการที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าและเพิ่มการแข่งขันภายในประเทศ ในมุมมองของผู้ผลิต ส่วนหนึ่งจะสามารถผลิตและส่งออกสินค้าได้มากขึ้นเนื่องจากภาษีขาเข้าของประเทศคู่สัญญา FTA ลดลง สินค้าบางอย่างที่ไม่เคยส่งออก เนื่องจากต่างชาติตั้งกำแพงภาษีก็จะเริ่มส่งออกได้ ผู้ผลิตอีกกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จาก FTA คือ กลุ่มที่มีการนำเข้าวัตถุดิบเครื่องยนต์เครื่องจักรเข้ามาเพื่อใช้ในการผลิตสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง ถือเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันด้านราคาให้แก่ผู้ผลิต อย่างไรก็ดีจะมีผู้ผลิตอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีคือกลุ่มของผู้ผลิตสินค้าเพื่อขายในประเทศซึ่งจะต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้าที่ราคาถูกลงทำให้ต้องมีการปรับตัวรับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ดังนั้น FTA ในมุมมองที่เป็นกลางก็คือโอกาสที่มาพร้อมกับการแข่งขัน ซึ่งผู้ที่จะได้ประโยชน์ คือ ผู้ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่า และใช้โอกาสที่เปิดขึ้นได้มากกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผลกระทบของ FTA : มุมมองผู้บริโภค

FTA ช่วยลดภาษีขาเข้า ทำให้ราคาสินค้านำเข้าถูกลง ถือเป็นการเพิ่มกำลังซื้อของประชาชนอ้อม พูดง่าย ๆ ก็คือด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม ผู้บริโภคสามารถจับจ่ายซื้อสินค้านำเข้าได้เป็นจำนวนมากขึ้น ทั้งการลดภาษีนำเข้า ยังช่วยกดดันให้ราคาสินค้าชนิดเดียวกันหรือสินค้าที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ที่ผลิตในประเทศลดราคาลงด้วยอันเป็นผลมาจากการแข่งขันที่สูงขึ้น เช่นการลดภาษีนำเข้าสบู่เหลวจากต่างประเทศ จะส่งผลให้ผู้นำเข้าสามารถนำเข้าสบู่เหลวจากต่างประเทศได้ในราคาที่ต่ำลง และสามารถลดราคาที่ขายปลีกให้แก่ผู้บริโภค ส่งผลต่อเนื่องให้สบู่เหลาและสบู่ก้อน (สินค้าที่ใช้ทดแทนกันได้) ที่ผลิตภายในประเทศจำเป็นต้องปรับราคาลง (หรือปรับคุณภาพให้ดีขึ้น) เพื่อแข่งขันกันสบู่เหลวนำเข้า นอกจากนี้ การลดภาษีศุลกากรยังทำให้มีการนำเข้าสินค้าชนิดใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีการนำเข้ามาก่อนเพราะเจอกำแพงภาษีในอดีตด้วย ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่ประชาชนอีกทาง

วันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

FTA กับการค้าโลกปัจจุบัน

FTA มีความสำคัญต่อการค้าโลกในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ประเทศสมาชิกองค์การค้าโลก (WTO) ทุกประเทศยกเว้นมองโกเลียเป็นสมาชิกหรือกำลังเจรจาจัดทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีอยู่ในปัจจุบัน จากงานศึกษาของ WTO พบว่าปัจจุบันมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีมากกว่า 300 ฉบับทั่วโลกโดยข้อตกลงล่าสุด 200 ฉบับเพิ่งถูกจัดทำในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง ทั้งนี้คาดว่าในอนาคตอันใกล้ภาพการค้าโลกจะเปลี่ยนไปอีกมาก เนื่องจากทุกภูมิภาคทั่วโลกต่างให้ความสนใจ และมีการจัดทำ FTA ระหว่างกันเป็นผลสำเร็จมากขึ้น เมื่อจำนวนการจัดทำเขตการค้าเสรีเพิ่มมากขึ้นและการเจรจาจัดทำ “Mega-FTA” เช่น ข้อตกลงเขตการค้าเสรีแห่งทวีปอเมริกา (Free Trade Area of the Americas : FTAA) ซึ่งครอบคลุมการค้าเกือบทั้งหมดของทวีปอเมริกา และเสร็จสิ้นลงเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ หันมาใช้ FTA เป็นเครื่องมือในการเปิดเสรีก็เนื่องจาก FTA นั้นเจรจาตกลงกันง่ายกว่า WTO ซึ่งใช้หลักฉันทามติในการเจรจา นั่นก็คือประเทศสมาชิก WTO ทั้ง 150 ประเทศในปัจจุบันจะต้องตกลงยินยอมพร้อมกันจึงจะมีการลดภาษีได้ ซึ่งทำให้การเปิดเสรีการค้าใน WTO มีความล่าช้า ในขณะที่ FTA เป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ 2 ประเทศหรือกลุ่มประเทศที่มีจำนวนน้อยกว่าและต้องการทำ FTA เหมือนกัน ดังนั้น การค้าเสรีโดยใช้ FTA เป็นเครื่องมือจึงยังคงเป็นแนวโน้มที่สำคัญของการค้าโลกต่อไป

คำตอบของทุกปัญหาการค้าต่างประเทศ

บริการถ่ายภาพโดยมืออาชีพ

...คลิกที่รูป....บริการถ่่ายภาพสุดประทับใจ¨ prewedding รับประริญญา พิธีการต่่าง ๆ แฟชั่นอีกมากมาย ติดต่อ : 0899274733 msn:tuchkay@hotmail.com